วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556

ประวัติโลนัลดินโย่


รอนัลดีนโยเกิดในเมืองโปร์ตูอาเลกรี (Porto Alegre) เมืองเอกของรัฐรีอูกรันดีดูซูล (Rio Grande do Sul) มารดาของเขาเป็นนางพยาบาล ส่วนบิดาของเขานั้นเป็นทั้งพนักงานอู่ซ่อมเรือและนักฟุตบอล ในวัยเยาว์ ทักษะในการเล่นฟุตบอลของเขาพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วและสามารถยิงประตูคนเดียว 23 ประตูให้ทีมชนะทีมพื้นเมืองไป 23-0 เขาจึงได้รับรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมนักฟุตบอลอายุต่ำกว่า 17 ปีชิงแชมป์โลกที่ประเทศอียิปต์ ปี พ.ศ. 2540
ต่อมาก็มีทีมฟุตบอลต่าง ๆ ยื่นข้อเสนอมาให้เขามากมาย ท้ายที่สุดเขาได้ตัดสินใจเข้าร่วมทีมเกรมีอู ภายหลังถูกซื้อตัวโดยทีมปารีสแซง-แชร์แมงในลีกฝรั่งเศส หลังจากนั้นเขาต้องการจะย้ายออกจากปารีสแซง-แชร์แมง โดยมีเป้าหมายว่าจะไปบาร์เซโลนา ในที่สุดเขาได้ตัดสินใจเข้าร่วมทีมกับบาร์เซโลนาและประสบความสำเร็จอย่างมาก ก่อนจะย้ายมาค้าแข้งกับเอซีมิลานและปัจจุบันมกราคมปี 2554 ได้ย้ายกลับไปเล่นที่บราซิล ในนามทีมฟาเมงโก้ต่อมาจึงย้ายออกจากฟลาเมงโก้ที่ไม่ยอมจ่ายค่าเหนื่อยให้จึงย้ายไปอยู่อัตเลติโกมิเนโร่

เกียรติประวัติ

        รางวัลที่ได้ส่วนตัว

  • FIFA World Player of the Year ปี 2547 2548
  • World Soccer Player of the Year ปี 2547 2548
  • European Footballer of the Year ปี 2548
  • FIFPro World Player of the Year ปี 2548 2549
  • UEFA Club Footballer of the Year ปี 2548 2549
ระดับสโมสร
ระดับนานาชาติ

วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

เปเล่ นักเตะในตำนาน

เปเล่ (Pele)

          ไม่มีใครไม่รู้จัก เปเล่ ยอดนักฟุตบอลชาวบราซิลเบอร์ 10  เปเล่มีชื่อจริงว่า เอดซง อารังชีส ดู นาซีเมงตู (Edson Arantes Do Nascimento) มีฉายาที่ยิ่งใหญ่อย่าง O Rei ที่แปลว่า ราชาแห่งฟุตบอลและไข่มุกดำ แห่งทีมชาติบราซิล

          เปเล่ เริ่มต้นเข้าสู่วงการฟุตบอลจริงจังเมื่ออายุ 11 ปี โดยอยู่ทีมฟุตบอลสมัครเล่น เมื่ออายุ 15 ปีจึงได้เข้าร่วมทีมเยาวชนของซานโตส เอฟซียอดสโมสรในบราซิล และเมื่ออายุ 17 ปี เปเล่ ติดทีมชาติและเข้าแข่งขันฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในปี 1958 โดยหลังจากนั้นเขาก็พาบราซิลคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกอีก 3 ครั้ง ยิงประตูทั้งหมดกว่า 1,282 ลูกจากการลงเล่น 1,363 นัด พร้อมทั้งทำแฮตทริกมากที่สุดในโลกถึง 92 ครั้ง และเป็นผู้เล่นที่มีลีลาพลิ้วไหวจนกลายเป็นภาพที่ติดตาตรึงใจแฟนบอลไปตลอดกาล ถึงแม้ตอนนี้เราจะทำได้เพียงกลับไปดูภาพในอดีต แต่ปัจจุบันเขาก็ยังทำงานการกุศลเกี่ยวกับฟุตบอลอีกมากมาย ไข่มุกดำคนนี้จึงถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของวงการฟุตบอลในรอบร้อยปี

วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556

ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก


ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก

อันดับ 10 ได้แก่ olga kurylenko
olga kurylenko
อันดับ 9 ได้แก่ Rihanna
อันดับ 8 ได้แก่ Jessica Alba
อันดับ 7 ได้แก่ Keira Knightley
อันดับ 6 ได้แก่ Adele
อันดับ 5 ได้แก่ Meryem Uzerli
อันดับ 4 ได้แก่ Monica Bellucci
อันดับ 3 ได้แก่ Charlize Theron
อันดับ 2 ได้แก่ Aishwarya Rai
อันดับ 1 ได้แก่ Angelina Jolie

เมืองที่น่าเที่ยวที่สุดในโลก


10. เมืองปัวร์โต อิกวาซู ประเทศอาร์เจนตินา
เมืองยอดเยี่ยม เรื่องครอบครัว กิจกรรม การผจญภัย
10 อันดับ เมืองน่าเที่ยวที่สุดในโลก 2013
เมืองปัวร์โต อิกวาซู ( Puerto Iguazú ) เมืองน่าเที่ยวในเขต จังหวัดมีซีโอเนส เป็นที่ตั้งของ น้ำตก iguazu (อิกวาซู) ซึ่งยูเนสโกยกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก นอกจากนี้ยังคึกคักด้วยสถานที่ท่องเที่ยวและพิพิธภัณฑ์ศิลปะมากมาย พรั่งพร้อมไปด้วยโรงแรมหรู สปา และสุดยอดโฮสเต็ล ที่พร้อมให้บริการนักท่องเทีียว
เมืองน่าเที่ยวที่สุดในโลก 2013 อันดับ 9. เมืองอาดดิส อาบาบา ประเทศเอธิโอเปีย 
เมืองยอดเยี่ยม เรื่องวัฒนธรรม อาหาร ความคุ้มค่า
เมืองอาดดิส อาบาบา (Addis Ababa) หรือ แอดดิส อาบาบา เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเอธิโอเปีย และเป็นที่ตั้งขององค์กรระหว่างประเทศ อาทิ สำนักงานใหญ่องค์การเอกภาพแห่งแอฟริกา และสำนักงานใหญ่คณะกรรมการเศรษฐกิจแห่งแอฟริกา (UNECA) ขององค์การสหประชาชาติ ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ อาดดิส อาบาบา จึงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปีหน้าของเอธิโอเปียจะเติบโตขึ้นเกือบ 5% ส่งผลให้เมืองนี้ยิ่งมีความน่าเชื่อถือและกลายเป็นเมืองน่าเที่ยวที่น่าสัมผัสแห่งหนึ่ง
เมืองน่าเที่ยวที่สุดในโลก 2013 อันดับ 8. เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา 
เมืองยอดเยี่ยม เรื่องวัฒนธรรม งานรื่นเริง ความคุ้มค่า
เมืองน่าเที่ยวที่สุดในโลก 2013
มอนทรีออล (Montréal) เมืองใหญ่ที่สุดในรัฐควิเบก และใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศแคนาดา นอกจากนี้ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองหลวงด้านวัฒนธรรมแห่งชาติ และได้รับการขนานนามว่าเป็น เมืองแห่งดีไซน์ จากองค์การยูเนสโก ใครอยากสัมผัส มอนทรีออล แบบไม่ต้องข้ามน้ำข้ามทะเล สามารถชมทิวทัศน์ผ่านภาพยนตร์เรื่อง “หุ่นยนต์ล้างโลก (Robopocalypse)” ของสตีเว่น สปีลเบิร์ก ซึ่งใช้ที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำ และอีกโครงการยักษ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวในปีหน้า ริโอ ทินโต อัลแคน แพลนเนทาเรี่ยมพร้อมงานฉลองครบรอบ 50 ปี ศูนย์ศิลปะ เพลส เดส อาร์ต
เมืองน่าเที่ยวที่สุดในโลก 2013 อันดับ 7. เมืองโฮบาร์ต ประเทศออสเตรเลีย 
เมืองยอดเยี่ยม เรื่องวัฒนธรรม งานรื่นเริง อาหาร
เมืองโฮบาร์ต (Hobart) เมืองหลวงแห่งรัฐแทสมาเนีย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่เก่าแก่เป็นอันดับสองของออสเตรเลีย รองจากซิดนีย์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1804 ปัจจุบัน โฮบาร์ต เป็นเมืองท่าและเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ พร้อมมนต์เสน่ห์แห่งสีสันยามค่ำคืน ความเจริญทางด้านกีฬา ความงดงามทางศิลปวัฒนธรรม อาหาร เทศกาลและงานรื่นเริงต่างๆ
เมืองน่าเที่ยวที่สุดในโลก 2013 อันดับ 6. เมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ 
เมืองยอดเยี่ยม เรื่องวัฒนธรรม งานรื่นเริง ครอบครัว
ไครสต์เชิร์ช (Christchurch) เมืองใหญ่ที่สุดในเกาะใต้ ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเคยประสบเหตุแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรง และภายหลังเร่งพัฒนาฟื้นฟู พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ส่งผลให้ ไครสต์เชิร์ช ในปัจจุบันกลายเป็นเมืองน่าเที่ยวซึ่งมากมายด้วยแหล่งอาหารนานาชาติ รวมถึงสถานที่ชิลล์ฟังการแสดงดนตรีสดหลายแห่ง และที่สุดชิค คือ “ซิตี้มอลล์” การแปรสภาพซากอาคารที่เสียหายจากแผ่นดินไหว ให้เป็น“คอนเทนเนอร์มอลล์” ชั่วคราว ปลุกชีวิตย่านการค้า
เมืองน่าเที่ยวที่สุดในโลก 2013 อันดับ 5. กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
เมืองยอดเยี่ยม เรื่องวัฒนธรรม ความคุ้มค่า อาหาร
ปักกิ่ง ศูนย์กลางด้านศิลปวัฒนธรรมของประเทศจีน และเป็นเมืองใหญ่ อันดับ 2 รองจากเซี่ยงไฮ้ โดดเด่นด้วยสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาซึ่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมทันสมัย ล่าสุด ได้เปิดใช้รถไฟความเร็วสูงบนเส้นทาง ปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ สร้างความสะดวกสบายในการเดินทางท่องเที่ยว ใช้เวลาไม่ถึง 5 ชั่วโมง สำหรับระยะทาง 1,300 กิโลเมตร
เมืองน่าเที่ยวที่สุดในโลก 2013 อันดับ 4. ลอนดอนเดอร์รี่ ไอร์แลนด์เหนือ
เมืองยอดเยี่ยม เรื่องวัฒนธรรม กิจกรรม ครอบครัว
เมืองลอนดอนเดอร์รี่ (Londonderry) หรือเรียกสั้นๆ ว่า เดอร์รี่ เมืองแห่งวัฒนธรรมของสหราชอาณาจักร หนึ่งในเขตการปกครองของไอร์แลนด์เหนือ งดงามด้วยศิลปวัฒนธรรม เทศกาลน่าสนใจตลอดทั้งปี การแสดงดนตรี นิทรรศการด้านศิลปะ  และการละเล่นต่างๆ ในปีหน้า เมืองเดอร์รี่ ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงาน All Ireland Fleadh เทศกาลประกวดดนตรีไอริชที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และจัดขึ้นที่ไอร์แลนด์เหนือเป็นครั้งแรก
เมืองน่าเที่ยวที่สุดในโลก 2013 อันดับ 3. เมืองไฮเดอราบัด ประเทศอินเดีย
เมืองยอดเยี่ยม เรื่องวัฒนธรรม  อาหาร ความคุ้มค่า
ไฮเดอราบัด เคยเป็นเมืองหลวงของรัฐปกครองตนเอง ภายใต้จักรวรรดิอังกฤษในครั้งอดีต แต่ภายหลังอินเดียได้รับเอกราช วังบางแห่งจึงถูกโจรกรรม หรือรื้อถอนแล้วสร้างใหม่ แต่ก็มีหลายแห่งในเขตเมืองเก่าไฮเดอราบัด ที่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมให้สวยดังเดิม หนึ่งในนั้นคือ ฟาลัคนุมา พาเลซ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นโรงแรมหรูระดับเจ็ดดาว และอนุสรณ์สถานอีกหลายแห่ง แต่ความงดงามไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เพราะ ไฮเดอราบัด ยังมีบางดินแดน unseen ที่รอการค้นพบ
เมืองน่าเที่ยวที่สุดในโลก 2013 อันดับ 2. กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์
เมืองยอดเยี่ยม เรื่องวัฒนธรรม กิจกรรม อาหาร
เมืองแห่งมนต์เสน่ห์ อัมสเตอร์ดัม ในปี 2013 จะยิ่งครึกครื้นไปด้วยสีสันและเทศกาลเฉลิมฉลองมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเฉลิมฉลองระบบคูุคลอง ครบรอบ 400 ปี, งานฉลองครบรอบ 160 ปี “วินเซนต์ แวน โกะห์”, พิพิธภัณฑ์ “วินเซนต์ แวน โกะห์” จะเปิดให้เข้าชมอีกครั้งในวาระครบรอบ 40 ปี, พิพิธภัณฑ์ไรค์ส จะเปิดให้เข้าชมอีกครั้งหลังปิดปรับปรุงนาน 10 ปี, วงซิมโฟนี ออร์เคสตราดีที่สุดในโลก “เดอะ รอยัล คอนเสิร์ตเคอะบาว ออร์เคสตรา” ในกรุงอัมสเตอร์ดัม จะครบรอบ 125 ปี นอกจากนี้ สวนสัตว์ “อาร์ติส รอยัล ซู” และ ศูนย์วัฒนธรรม “ฟีลิกซ์ เมอริติส” ก็จะฉลองครบรอบ 175 ปี และ 225 ปี ตามลำดับ กิจกรรมแน่นตลอดทั้งปีแบบนี้ น่าจะกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่คึกคักที่สุด
เมืองน่าเที่ยวที่สุดในโลก 2013 อันดับ 1. ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา
เมืองยอดเยี่ยม เรื่องวัฒนธรรม กิจกรรม อาหาร
ซานฟรานซิสโก เมืองน่าเที่ยวที่สุดในโลก 2013
ซานฟรานซิสโก เมืองน่าเที่ยวที่สุดในโลก 2013  โดดเด่นด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ ความงดงามของทิวทัศน์ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และในปีหน้า ซานฟรานซิสโก ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเรือใบ “America’s Cup” ครั้งที่ 34 จึงมีการแปลงโฉมเนรมิตเมืองครั้งใหญ่ โดยเฉพาะบริเวณริมอ่าวซานฟรานซิสโก ที่จะสร้างความประทับใจไม่รู้ลืม

คนที่รวยที่สุดในโลก


10. Michael Bloomberg

อันดับที่ 10 ได้แก่ Michael Bloomberg มีเงินมากถึง 25 พันล้านดอลลาร์ อายุ 71 Michael Bloomberg นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก 2 สมัย และอาจกำลังหมายตาตำแหน่งที่สูงกว่านั้น ส่วนบริษัทที่เขาก่อตั้ง Bloomberg LP ประสบความสำเร็จอย่างสูงและเติบโตขึ้นทุกขณะ
เครดิต :
แหล่งที่มา :

9. S. Robson Walton

อันดับที่ 9 ได้แก่ S. Robson Walton มีเงินมากถึง 26.1 พันล้านดอลลาร์ อายุ 69 เขาผู้นี้แหละเป็นทายาทคนโตของ แซม วอลตัน ผู้ก่อตั้ง War-mart ปัจจุบัน นั่งในตำแหน่ง แชร์แมนของ war-mart
เครดิต :
แหล่งที่มา :

8. Alice Walton

อันดับที่ 8 ได้แก่ Alice Walton มีเงินมากถึง 26.3 พันล้านดอลลาร์ อายุ 63 เธอเป็นลูกสาวของผู้ก่อตั้ง Wal - mart นั้นก็คือ Sam Waltonและ Helen Walton, และเธอเป็นน้องสาวของ Robson Walton, และ Jim Walton
เครดิต :
แหล่งที่มา :

7. Jim Walton

อันดับที่ 7 ได้แก่ Jim Walton มีเงินมากถึง 26.8 พันล้านดอลลาร์ อายุ 65 หนึ่งใมนทายาทตระกูลวอลตัน เขานั่งเป็น CEO แลแชร์แมน ของ Arvest Bank Group, Inc.
เครดิต :
แหล่งที่มา :

6. Christy Walton & ครอบครัว

อันดับที่ 5 ได้แก่ Christy Walton & ครอบครัว มีเงินมากถึง 27.9 พันล้านดอลลาร์ อายุ 58 Christy Walton เป็นคนที่มั่งคั่งที่สุดในจำนวนสมาชิกทั้งหมดในครอบครัว ทีประกอบธุรกิจค้าปลีกขนาดยักษ์ Wal-Mart เธอเป็นหม้ายเจากการเสียชีวิตของสามี John T. Walton ที่เป็นลูกชายของ Sam Walton ผู้ก่อตั้ง Wal-Mart หลังจากสามีเธอเสียชีวิตเมื่อเดือน มิถุนายน 2005 เธอก็ถือครองมรดกมูลค่า 15.7 พันล้านเหรียญของเขา และกลายเป็นผู้หญิงที่รวยที่สุดในโลก
เครดิต :
แหล่งที่มา :

5. David Koch

อันดับที่ 5 ได้แก่ David Koch มีเงินมากถึง พันล้านดอลลาร์ อายุ 72 เจ้าพ่อธุรกิจด้านพลังงานของบริษัท Koch Industries เป็นคนน้องของตระกูล Koch
เครดิต :
แหล่งที่มา :

4. Charles Koch

อันดับที่ 4 ได้แก่ Charles Koch มีเงินมากถึง 31 พันล้านดอลลาร์ อายุ 77 เจ้าพ่อธุรกิจด้านพลังงานของบริษัท Koch Industries เป็นคนพี่ของตระกูล Koch
เครดิต :
แหล่งที่มา :

3. Larry Ellison

อันดับที่ 3 ได้แก่ Larry Ellison มีเงินมากถึง 41 พันล้านดอลลาร์ อายุ 68 ลาร์รี่ย์ เอลลิสัน เขาเป็น CEO ของบริษัท Oracle ซึ่งเป็นบริษัทซอฟแวร์ยักษ์ใหญ่ของโลก
เครดิต :
แหล่งที่มา :

2. Warren Buffett

อันดับที่ 2 ได้แก่ Warren Buffett มีเงินมากถึง 46 พันล้านดอลลาร์ อายุ 82 ชื่อเต็มๆของเขาคือ "วอร์เร็น เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟตต์" เขาเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และซีอีโอของบริษัทเบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ บัฟเฟตต์มักจะได้รับฉายาว่าเป็น เทพพยากรณ์แห่งโอมาฮา หรือไม่ก็ ปราชญ์แห่งโอมาฮา วอร์เรน บัฟเฟตต์ เกิดที่เมืองโอมาฮา ในรัฐเนแบรสกา ได้ซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ปี เข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยที่วอร์ตัน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และได้ย้ายไปเรียนและจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเนแบรสกา หลังจากนั้นได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ที่ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในปี 1951
เครดิต :
แหล่งที่มา :

1. Bill Gates

อันดับที่ 1 ได้แก่ Bill Gates มีเงินมากถึง $66 พันล้านดอลลาร์ อายุ 57 ชื่อเต็มๆของเขาคือ " วิลเลียม เฮนรี เกตส์ ที่สาม " แต่เรามักเรียกเขาว่า "บิล เกตส์" เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกัน และหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ เขากับผู้บุกเบิกด้านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลคนอื่น ๆ ได้ร่วมกันเขียนต้นแบบของภาษาอัลแตร์เบสิก ซึ่งเป็นอินเตอร์เพรเตอร์สำหรับเครื่องอัลแตร์ 8800 (เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในยุคแรกๆ) เขาได้ร่วมกับพอล แอลเลน ก่อตั้งไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชันขึ้น ซึ่งในขณะนี้เขาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหาร และหัวหน้าสถาปนิกซอฟต์แวร์ นิตยสารฟอบส์ได้จัดอันดับให้ บิล เกตส์ เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกหลายปีติดต่อกัน วิลเลียม เฮนรี เกตส์ ที่สามได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการอัศวินแห่งจักรวรรดิบริเตน (KBE) จากสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 บิล เกตส์ กับภรรยาได้ก่อตั้ง มูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ ขึ้นเพื่อเป็นองค์กรการกุศล และได้อุทิศเงินทุนของมูลนิธิให้เป็นเงินกองทุนเพื่อทุนการศึกษาในวิทยาลัยของชนกลุ่มน้อย เป็นทุนวิจัยเพื่อการป้องกันโรคเอดส์ อันเป็นโรคซึ่งแพร่ระบาดอย่างหนักในประเทศโลกที่สาม รวมทั้งยังสนับสนุนโครงการการกุศลอื่น ๆ อีกหลายโครงการ มูลนิธิได้ให้เงินงบประมาณเพื่อการกำจัดโรคโปลิโอให้หมดไป คิดเป็นมูลค่ากว่าร้อยละ 90 ของงบประมาณทั้งโลกเพื่อการนี้ อันเนื่องมาจากนโยบายขององค์การอนามัยโลก ที่มุ่งประเด็นความสนใจไปยังโรคอื่น ๆ ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1999 บิล เกตส์ และภรรยาได้บริจาคเงิน 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับมูลนิธิของทั้งคู่ และพวกเขายังบริจาคเงินมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่ทุกข์ทรมานจากโรคเอดส์ เมื่อวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 2005 ได้มีการประกาศว่ามูลนิธิได้บริจาคเงินเพิ่มขึ้นอีก 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับกองทุนวัคซีน เพื่อช่วยในการต่อสู้กับโรคต่างๆ เป็นต้นว่าโรคคอตีบ โรคไอเกรน โรคหัดเยอรมัน โรคโปลิโอ และ ไข้เหลือง และล่าสุดใน ค.ศ. 2005 มียอดเงินบริจาคอยู่ที่ 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ล่าสุด ในเดือนกรกฎาคม 2006 บิล เกตส์ ประกาศอำลาตำแหน่งสถาปนิกซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์ เพื่อจะได้มีเวลาอุทิศตนเพื่องานการกุศลของมูลินิธิบิลและเมลินดา เกตส์มากขึ้น โดยขอเวลาสองปีเพื่อถ่ายโอนงานให้เรียบร้อย

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก


ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก

อันดับ 10. Ethiopia
รายได้ต่อหัวต่อปี 700 เหรียญสหรัฐ
10 ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก
ประเทศ เอธิโอเปีย อยู่ในอันดับที่ 170 จาก 177 ของดัชนีประเทศยากจน ครึ่งหนึ่งของผลผลิตมวลรวมขึ้นอยู่กับภาคการเกษตร เนื่องจากขาดแคลนเทคโนโลยี ใช้วิธีเพาะปลูกที่ล้าสมัย จึงทำให้ผลผลิตในภาคการเกษตรต่ำลงและผลมาจากสภาพอากาศไม่อำนวย 50% ของประชากรจำนวน 74.7 ล้านคน มีฐานะยากจน อีก 80% มีชีวิตรอดด้วยการขอรับบริจาคอาหาร ผู้ชายเพียง 47 % และผู้หญิง 31 % ที่สามารถอ่านออกเขียนได้ ประชากรบางส่วนของ เอธิโอเปีย มีความเสี่ยงต่อ ตับอักเสบ A, ตับอักเสบ E, ไข้ไทรอยด์, มาลาเรีย, โรคพิษสุนัขบ้า, เยื่อหุ้มสมองอักเสบม และ schistosomiasis
ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก อันดับ 9. Niger
รายได้ต่อหัวต่อปี 700 เหรียญสหรัฐ
ไนเจอร์ หนึ่งใน ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก มีประชากร 12.5 ล้านคน ฝน คือ สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดสภาวะขาดแคลนอาหาร 63% ของประชากร อาศัยอยู่ด้วยเงินจำนวนต่ำกว่า 1 เหรียญสหรัฐต่อวัน ผู้ใหญ่สามารถอ่านออกเขียนได้เพียง 15% ผู้คนส่วนมากเสียชีวิตจาก ตับอักเสบ A, ท้องร่วง, มาลาเรีย, ไข้สมองอักเสบ, และไข้ไทรอยด์
ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก อันดับ 8. Central African Republic
รายได้ต่อหัวต่อปี 700 เหรียญสหรัฐ
สาธารณรัฐอัฟริกากลาง อยู่ในลำดับที่ 171 ของประเทศยากจน เกษตรกรรมคืออาชีพหลักที่พยุงเศรษฐกิจ ประชากรมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเอดส์
ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก อันดับ 7. Guinea-Bissau
รายได้ต่อหัวต่อปี 600 เหรียญสหรัฐ
ประเทศ กีนี บิสเซา ชื่ออาจไม่คุ้น แต่รู้ไว้ว่าพี่เค้ายากจนอันดับที่ 172 อาชีพสำคัญคือการทำไร่และประมง รายได้ของประชากรไม่เท่ากัน ต่างกันไปตามแต่ละภาคของประเทศ ประมาณ 10% ของผู้ใหญ่มีความเสี่ยงต่อโรคเอดส์
ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก อันดับ 6. Union of the Comoros
รายได้ต่อหัวต่อ ปี 600 เหรียญสหรัฐ
สหภาพโคโมโรส ประชากรส่วนใหญ่ไม่มีงานทำ จึงส่งผลให้ภาพรวมของเศรษฐกิจย่ำแย่ และด้วยความหนาแน่นของประชากร 1,000 คนต่อตารางกิโลเมตร เป็นผลให้สภาพแวดล้อมวิกฤต กระทบต่อการเกษตร ประมาณ 40% มีระดับการศึกษาต่ำ ทำให้ขาดแคลนแรงงานที่มีศักยภาพ สรุปความเป็นอยู่ของผู้คนขึ้นอยู่กับเงินช่วยเหลือจากนานาชาติ!
ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก อันดับ 5. Republic of Somalia
รายได้ต่อหัวต่อปี 600 เหรียญสหรัฐ
ภาคการเกษตรคือหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ แห่ง สาธารณรัฐโซมาเลีย ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของแอฟริกา ประชากรส่วนใหญ่เร่ร่อน อยู่ไม่เป็นที่ อาชีพหลัก คือ การทำปศุสัตว์ อุตสาหกรรมทางการเกษตรให้ผลผลิตมวลรวมเพียง 10% ของทั้งหมด
ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก อันดับ 4. The Solomon Islands
รายได้ต่อหัวต่อปี 600 เหรียญสหรัฐ
หมู่เกาะโซโลมอน เป็นประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ เศรษฐกิจขึ้นอยู่กับการประมงเป็นหลัก กว่า 75% ของแรงงานประกอบอาชีพประมง ไม้คืออุตสาหกรรมหลักมาจนถึง ค.ศ. 1998 กระทั่งน้ำมันปาล์กับมะพร้าว กลายเป็นสินค้าส่งออก หมู่เกาะโซโลมอล มีแร่ธาตุมากมาย เช่น สังกะสี ตะกั่ว ทองคำ และนิกเกิล
ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก อันดับ 3. Republic of Zimbabwe
รายได้ต่อหัวต่อปี 500 เหรียญสหรัฐ
อีกหนึ่งที่ยกให้เป็น ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก สาธารณรัฐซิมบัพเว ตั้งอยู่ระหว่าง แม่น้ำ Limpopo และ Zabezi ในแอฟริกาใต้ เศรษฐกิจหยุดชะงักเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อ บวกกับขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ รวมถึงการที่ ซิมบัพเว ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจทรุดตัวของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ทำให้อัตราการตกงานของประชากรสูงถึง 80%
ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก อันดับ 2. Republic of Liberia
รายได้ต่อหัวต่อปี 500 เหรียญสหรัฐ
สาธารณรัฐไลบีเรีย อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแอฟริกา 1 ใน 10 ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก เหตุเพราะการส่งออกพืชผลที่ลดลง นักลงทุนหดหาย ขโมยชุม คนรุมแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรเพชรอย่างไม่ยุติธรรม และการค้ากำไรเกินควรในช่วงสงครามกลางเมือง ค.ศ. 1990 ทำให้เศรษฐกิจของ ไลบีเรีย ทรุดตัว ส่งผลให้การกู้เงินจากต่างประเทศมีมากกว่าผลผลิตมวลรวม
ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก อันดับ 1. Republic of the Congo
 รายได้ต่อหัวต่อปี 300 เหรียญสหรัฐ
มาถึง ประเทศที่ยากจนที่สุดของโลก กับ สาธารณรัฐคองโก ประเทศแถบแอฟริกากลาง ที่อดอยากยากแค้น เพราะการเสื่อมค่าของเงินฟรังค์ อัตราเงินเฟ้อเพิ่มระดับสูง ใน ปี ค.ศ. 1994 ความวุ่นวายจากสงครามกลางเมือง และราคาน้ำมันที่ตกต่ำใน ปี ค.ศ. 1998 ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศย่อยยับ